การฉีดโกรทฮอร์โมนมีผลไม่พึงประสงค์อะไรบ้าง?
โกรทฮอร์โมน (ฮอร์โมนการเจริญเติบโต) ชนิดฉีดที่ใช้กันมานานค่อนข้างปลอดภัยเมื่อใช้ตามแพทย์สั่ง ผลไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยคือ บวม แดง หรือเจ็บบริเวณที่ฉีด ปวดศีรษะ บวมที่แขนขา และปวดข้อหรือกล้ามเนื้อ ส่วนผลที่รุนแรงพบได้น้อย บทความนี้จะแยกผลไม่พึงประสงค์ให้ดูตามชนิดยา ทั้งแบบฉีดทุกวันและแบบฉีดสัปดาห์ละครั้ง
โกรทฮอร์โมนคืออะไร และแพทย์ใช้ฉีดเมื่อไหร่?
โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) คือฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นเองเพื่อควบคุมการเจริญเติบโต แพทย์ใช้โกรทฮอร์โมนชนิดฉีดรักษาภาวะขาดโกรทฮอร์โมน ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ รวมถึงโรคหรือภาวะบางอย่างที่ทำให้เด็กตัวเตี้ยกว่าเกณฑ์
โกรทฮอร์โมนสร้างจากต่อมใต้สมอง ในเด็กช่วยให้กระดูกยืดยาวและร่างกายเติบโต ส่วนในผู้ใหญ่ช่วยดูแลกล้ามเนื้อ กระดูก และการเผาผลาญไขมัน
แพทย์จะพิจารณาฉีดโกรทฮอร์โมนในกรณีเหล่านี้
- เด็กที่ร่างกายสร้างโกรทฮอร์โมนได้ไม่พอ
- เด็กที่มีโรคทางพันธุกรรมบางโรค เช่น กลุ่มอาการเทอร์เนอร์ (Turner syndrome) และกลุ่มอาการพราเดอร์-วิลลี (Prader-Willi syndrome)
- เด็กที่เป็นโรคไตเรื้อรัง
- เด็กที่ตัวเล็กตั้งแต่แรกเกิด แล้วโตไม่ทันเพื่อนในวัยเดียวกัน
- ผู้ใหญ่ที่ขาดโกรทฮอร์โมน
โกรทฮอร์โมนจึงเป็นยาที่ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ ก่อนเริ่มยา กุมารแพทย์ด้านต่อมไร้ท่อจะตรวจประเมินว่าเด็กเหมาะกับการรักษาหรือไม่ และต้องเริ่มก่อนกระดูกปิด ยานี้ไม่ใช่ยาสำหรับเด็กที่สูงปกติอยู่แล้ว แต่อยากให้สูงขึ้นอีก
ยาโกรทฮอร์โมนแบบฉีดทุกวันกับแบบฉีดสัปดาห์ละครั้งต่างกันอย่างไร และมีผลไม่พึงประสงค์อะไรบ้าง?
ยาโกรทฮอร์โมนชนิดฉีดมี 2 แบบหลัก คือแบบฉีดทุกวัน (โซมาโทรพิน) และแบบฉีดสัปดาห์ละครั้ง (โซมาแพซิแทน) ทั้งสองแบบค่อนข้างปลอดภัยเมื่อใช้ตามแพทย์สั่ง และมีผลไม่พึงประสงค์ใกล้เคียงกัน ต่างกันหลัก ๆ ที่ความถี่ในการฉีด
โซมาโทรพิน (somatropin) มีโครงสร้างเหมือนโกรทฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างเอง ใช้รักษามาหลายสิบปีแล้ว ยาออกฤทธิ์สั้น จึงต้องฉีดทุกวัน
โซมาแพซิแทน (somapacitan) เป็นยาออกฤทธิ์นาน ปรับโครงสร้างให้ยาอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น จึงฉีดแค่สัปดาห์ละครั้ง ช่วยให้เด็กไม่ต้องเจ็บจากการฉีดบ่อย แต่เพิ่งได้รับอนุมัติไม่กี่ปี ข้อมูลการใช้ระยะยาวจึงยังน้อยกว่า
ศัพท์ที่ควรรู้ก่อนดูตาราง
ความรู้สึกสัมผัสเพี้ยน (paresthesia): ภาวะชา เสียวซ่า หรือรู้สึกแปลกๆ ทั้งที่ไม่มีสิ่งกระตุ้น
ต่อมหมวกไตทำงานไม่เพียงพอ (adrenal insufficiency): ภาวะที่ต่อมหมวกไตสร้างฮอร์โมนคอร์ติซอลได้ไม่พอ
ครีเอทีนฟอสโฟไคเนส (creatine phosphokinase): เอนไซม์ในกล้ามเนื้อ ถ้าค่าในเลือดสูง อาจบอกว่ากล้ามเนื้อได้รับความเสียหาย
| อาการ | ฉีดทุกวัน (โซมาโทรพิน) | ฉีดสัปดาห์ละครั้ง (โซมาแพซิแทน) |
|---|---|---|
| แขนขาบวม / บวมน้ำ | ✓ | ✓ |
| ปวดข้อ | ✓ | ✓ |
| ความดันในกะโหลกศีรษะสูง | ✓ | ✓ |
| ปวดศีรษะ | ✓ | ✓ |
| ปวดแขนขา / รู้สึกตึง | ✓ | ✓ |
| ปวดกล้ามเนื้อ | ✓ | - |
| ความรู้สึกสัมผัสเพี้ยน | ✓ | - |
| ปวดหลัง | - | ✓ |
| ต่อมหมวกไตทำงานไม่เพียงพอ | - | ✓ |
| ค่าครีเอทีนฟอสโฟไคเนสในเลือดสูง | - | ✓ |
✓ = มีรายงานเป็นอาการที่พบได้ / – = ไม่ได้ระบุเป็นอาการที่พบบ่อยของยาชนิดนั้น
ผลไม่พึงประสงค์อื่นของโกรทฮอร์โมนที่ควรรู้มีอะไรบ้าง?
ผลไม่พึงประสงค์กลุ่มนี้พบได้น้อยกว่าอาการทั่วไป แต่บางข้อต้องติดตามกับแพทย์อย่างใกล้ชิด แพทย์จึงนัดตรวจเลือดและตรวจร่างกายเป็นระยะตลอดการรักษา
กลุ่มที่ต้องระวังและติดตามกับแพทย์
- ความเสี่ยงเนื้องอกและมะเร็ง: โกรทฮอร์โมนเพิ่มระดับ IGF-1 (Insulin-like Growth Factor-1) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายสร้างตามการกระตุ้นของโกรทฮอร์โมน และกระตุ้นการเจริญของเซลล์ ผู้ที่เคยเป็นมะเร็งหรือมีเนื้องอกจึงต้องให้แพทย์ประเมินก่อนเริ่มยา
- การดื้อต่ออินซูลินและน้ำตาลในเลือดสูง: แพทย์จะตรวจระดับน้ำตาลเป็นระยะ โดยเฉพาะในเด็กที่มีความเสี่ยงเบาหวาน
- ความดันในกะโหลกศีรษะสูง: สังเกตอาการปวดศีรษะรุนแรง ตามัว คลื่นไส้อาเจียน มักเกิดช่วงแรกของการรักษา
- ไทรอยด์ฮอร์โมนหลั่งน้อย: แพทย์จะตรวจระดับไทรอยด์เป็นระยะระหว่างการรักษา
- ตับอ่อนอักเสบ: พบได้น้อยมาก ถ้าปวดท้องรุนแรงต่อเนื่อง ควรพบแพทย์
กลุ่มที่พบน้อยหรือจัดการได้
- แพ้ยา: เช่น ผื่น หรือลมพิษ
- ปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีด: บวม แดง หรือเจ็บ ลดได้ด้วยการเปลี่ยนจุดฉีดทุกครั้ง
- แอนติบอดีต่อต้านยา: ร่างกายอาจสร้างแอนติบอดีต่อยา แต่ส่วนใหญ่ไม่ส่งผลต่อการรักษา
การสะสมน้ำและอิเล็กโทรไลต์: ทำให้ตัวบวม มักเป็นช่วงแรกและดีขึ้นเอง
อาการแบบไหนควรรีบพบแพทย์?
ระหว่างใช้โกรทฮอร์โมน ถ้าลูกมีอาการรุนแรงหรือผิดปกติไปจากเดิม ควรพาไปพบแพทย์ทันที อาการที่ต้องสังเกต ได้แก่
- ปวดศีรษะรุนแรง ตามัว หรือคลื่นไส้อาเจียน
- อาการแพ้ยา เช่น มีผื่น หรือลมพิษ
- ปวดท้องรุนแรงต่อเนื่อง
- อาการผิดปกติอื่นที่ไม่หายไป
หากเคยแพ้ยาโกรทฮอร์โมน ห้ามใช้ยาซ้ำ และควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนเริ่มยา
มีวิธีกระตุ้นโกรทฮอร์โมนโดยไม่ต้องฉีดยาหรือไม่?
ปัจจัยในชีวิตประจำวัน อย่างการนอนหลับ อาหาร และการออกกำลังกาย มีส่วนช่วยให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมนตามธรรมชาติ แต่ไม่สามารถใช้แทนการรักษาได้ ถ้าเด็กขาดโกรทฮอร์โมนจริง
- นอนหลับให้เพียงพอ: ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมนมากที่สุดช่วงหลับลึก
- กินอาหารให้ครบ 5 หมู่: ได้โปรตีนเพียงพอ และลดของหวาน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ช่วยกระตุ้นการหลั่งโกรทฮอร์โมน
หากคุณพ่อคุณแม่กังวลเรื่องความสูงของลูก หรือไม่แน่ใจว่าลูกควรรักษาแบบไหน Growth & Grow พร้อมให้คำปรึกษา โดยมีผู้เชี่ยวชาญดูแลทุกขั้นตอน ติดต่อสอบถามได้ที่ LINE: @growthcenter, Facebook: Growth & Grow Siam หรือโทร 098-168-7456 และ 080-354-7456 ได้ทุกวัน เวลา 10.00–20.00 น.
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: ฉีดโกรทฮอร์โมนอันตรายหรือไม่?
คำตอบ: โดยทั่วไปปลอดภัย ถ้าใช้ตามแพทย์สั่งและมาตรวจติดตามสม่ำเสมอ ผลไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง ส่วนผลที่รุนแรงพบได้น้อย
คำถาม: ผลไม่พึงประสงค์หายเองได้ไหม?
คำตอบ: ส่วนใหญ่หายได้ อาการอย่างบวม ปวดข้อ หรือปวดศีรษะเล็กน้อย มักเป็นช่วงแรกแล้วดีขึ้นเอง หรือดีขึ้นเมื่อแพทย์ปรับขนาดยา แต่ถ้าอาการรุนแรงหรือไม่หายไป ควรรีบพบแพทย์
คำถาม: ต้องฉีดนานแค่ไหนถึงเห็นผล?
คำตอบ: เด็กส่วนใหญ่เริ่มโตเร็วขึ้นภายใน 3–6 เดือนแรก แต่การรักษามักต่อเนื่องหลายปี จนกว่าแพทย์จะประเมินว่าควรหยุด ซึ่งมักเป็นช่วงที่กระดูกใกล้ปิด