แคลเซียมจากข้าวโพดคืออะไร?
แคลเซียมจากข้าวโพดมักได้จากการสกัดผ่านกระบวนการหมักทางชีวภาพ (Fermentation Process) โดยใช้น้ำตาลจากข้าวโพดเป็นสารตั้งต้น แล้วเปลี่ยนให้อยู่ในรูป แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต เพราะแคลเซียมชนิดนี้แตกต่างจากแคลเซียมหินปูน (แคลเซียมคาร์บอเนต) จึงทำให้ดูดซึมได้ดีกว่าและร่างกายสามารถนำไปใช้มากกว่า
หัวข้อเปรียบเทียบ
แคลเซียมสกัดจากพืช (ข้าวโพด)(Calcium L-Threonate)
แคลเซียมจากสัตว์ / หินปูนทั่วไป(Calcium Carbonate / Citrate)
ที่มา (Source)
ข้าวโพด
(ผ่านกระบวนการหมักทางชีวภาพ)
หินปูน เปลือกหอย กระดูกสัตว์ เป็นต้น
อัตราร้อยละการดูดซึม
สูงถึง 95%
10% – 30%
(คาร์บอเนต~10-15%, ซิเตรต~30%)
กลไกการดูดซึม
ซึมผ่านเซลล์ลำไส้ได้โดยตรง (Passive Diffusion) ด้วยโมเลกุล Threonate
ต้องอาศัยตัวรับและโปรตีนนำพาลำไส้
การพึ่งพาวิตามินดี
ไม่ต้องใช้วิตามินดีช่วย
ร่างกายดูดซึมได้เอง
ต้องใช้วิตามินดี ช่วยในการดูดซึม
การละลายและการย่อย
ละลายน้ำได้ทันที
ไม่ต้องอาศัยกรดในกระเพาะ
ต้องใช้น้ำย่อย (กรดในกระเพาะ)
ช่วยแตกตัวก่อน
ผลข้างเคียงระบบย่อย
ไม่มีผลข้างเคียง ไม่ท้องอืด
ไม่ท้องผูก
มักทำให้ท้องอืด แน่นท้อง
ท้องผูก หรือมีแก๊ส
ความเสี่ยงตกค้าง/นิ่ว
ไม่ตกค้าง
ไม่เสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต
มีโอกาสตกค้างในร่างกาย
เสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว
การบำรุงข้อต่อ/กระดูกอ่อน
กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
ในกระดูกและข้อต่อได้ด้วย
บำรุงเฉพาะความหนาแน่น
ของมวลกระดูก
ทำไมการดูดซึมมากกว่า 95% ถึงสำคัญ?
แคลเซียมทั่วไปนั้นจะสามารถดูดซึมได้แค่ 10-15% นั้นหมายความว่า หากทานแคลเซียมเข้าไปในปริมาณ 1000 มิลลิกรัม ร่างกายจะดูดไปใช้งานได้แค่ 100-150 มิลลิกรัม และส่วนที่เหลืออีกกว่า 850-900 มิลลิกรัม จะกลายเป็นขยะตกค้างในระบบทางเดินอาหารแทน ในทางกลับกันหากเป็นแคลเซียมสกัดจากข้าวโพดที่มีอัตราการดูดซึมสูงถึง 95% จึงสามารถช่วยให้
- การดูดซึมสูง : ร่างกายสามารถนำแคลเซียมที่ได้รับมาเสริมสร้างกระดูกและข้อได้เต็มที่จากปริมาณที่ได้รับ และสามารถช่วยเสริมสร้างและพัฒนาความสูงได้ โดยไม่จำเป็นต้องบริโภคในปริมาณมาก
- เหลือตกค้างน้อย : เมื่อไม่มีแคลเซียมส่วนเกิดตกค้างในลำไส้และกระแสเลือด ก็สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดแคลเซียมส่วนเกินไปก่อตัวตามระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ลดโอกาสการเกิดนิ่ว ลดการเกาะตัวตามลำไส้ และ ลดการเกาะตัวในเส้นเลือด เป็นต้น
ใครควรเลือกแคลเซียมจากพืช?
- ผู้ที่แพ้หรือมีอาการข้างเคียงจากการดื่มนมวัว หรือ ผลิตภัณฑ์ที่มีแลคโตส
- ผู้ที่ทานมังสวิรัติ หรือ วีแกน
- เด็กที่มีปัญหาเรื่องความสูงที่ดื่มนมได้น้อย อิ่มง่าย
- ผู้ใหญ่ที่กังวลเรื่อง ข้อต่อและกระดูก เพราะมีส่วนช่วยกระตุ้นคอลลาเจนด้วย
แคลเซียมจากข้าวโพดช่วยอะไรร่างกายบ้าง?
- บำรุงข้อต่อ กระดูก และฟัน : ช่วยเสริมสร้างความหนาแน่นของมวลกระดูกและฟันให้แข็งแรง พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในกระดูกอ่อนรอบข้อต่อ
- อ่อนโยนต่อกระเพาะอาหาร : ละลายน้ำได้ดีในสภาวะที่เป็นกลาง ดูดซึมได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยกรดในกระเพาะ จึงไม่กัดกระเพาะหรือระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร
- ไม่ทำให้ท้องผูกหรือเป็นนิ่ว : ดูดซึมได้สูงถึง 95% แทบไม่เหลือตกค้าง จึงหมดกังวลเรื่องอาการท้องอืด ท้องผูก หรือความเสี่ยงในการสะสมจนเกิดนิ่วในไต
ทำไมโปรแกรมเสริมความสูง Growth & Grow จึงเลือกใช้ในผลิตภัณฑ์ CL Plus?
เพราะวัยเจริญเติบโตต้องการแคลเซียมที่สามารถนำไปใช้สร้างความยาวของกระดูกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ Growth & Grow จึงเลือกใช้แคลเซียมสกัดจากข้าวโพด (Calcium L-Threonate) เป็นส่วนประกอบหลักใน CL Plus เพื่อให้ร่างกายของเด็กและวัยรุ่นสามารถดูดซึมแคลเซียมไปใช้เสริมสร้างความสูงได้ทันที โดยไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ทานง่าย และปลอดภัยต่อการรับประทานต่อเนื่องในระยะยาว ที่ Growth & Grow เรามีโปรแกรมเพิ่มความสูงที่ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งด้านกายภาพและโภชนาการ จึงมั่นใจได้แน่นอนว่าลูกจะเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามแต่ละช่วงวัยจริงๆ สามารถนัดหมายปรึกษาฟรีได้ที่ LINE : @growthcenter หรือ โทร. 098-168-7456
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: แคลเซียมจากข้าวโพดปลอดภัยสำหรับเด็กไหม?
คำตอบ: ปลอดภัยแน่นอน เพราะด้วยตัวแคลเซียมสามารถดูดซึมได้ง่าย และแทบไม่เหลือสารตกค้างใดใด และยังสามารถละลายในน้ำได้ง่าย จึงไม่ต้องใช้น้ำย่อยรุนแรงให้เกิดการกัดกระเพาะ ไม่ทำให้น้องๆ ปวดท้องหรือท้องอืดหลังทาน
คำถาม: กินได้นานแค่ไหน/ปริมาณเท่าไรต่อวัน?
คำตอบ: ทานได้ต่อเนื่องตามความต้องการของร่างกายได้เลย โดยปริมาณที่แนะนำต่อช่วงวัยจะเป็น
- เด็กเล็ก 1-8 ปี 500-800 มก./วัน
- เด็กโต 9-18 ปี วัยกำลังยืดตัว จำเป็นต้องสร้างมวลกระดูกอย่างเต็มที่ 1000-1300 มก./วัน
- ผู้ใหญ่/สูงวัย 800-1000 มก./วัน
(หมายเหตุ: ปริมาณขึ้นอยู่กับสูตรของแต่ละผลิตภัณฑ์ เช่น ใน CL Plus ให้รับประทานตามขนาดบรรจุภัณฑ์ที่ระบุต่อวันได้เลย)